เมืองและระบบนิเวศ Cities and Ecological Systems

โดย ดร.ธงชัย โรจนกนันท์ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังสถาปัตยกรรม

เมืองและระบบนิเวศ Cities and Ecological Systems

เอกสารและบันทึกโบราณจากแหล่งประวัติศาสตร์ต่างๆ ทั่วโลก กล่าวถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ย้อนอดีตไปนับพันปี แม้รากฐานวัฒนธรรมและความเชื่อที่ต่างกัน แต่มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์เหล่านั้นเรียนรู้กลไกของสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติได้ดี จากทะเลทรายที่แห้งแล้งกันดาร สู่ที่ราบลุ่มริมน้ำอันอุดมสมบูรณ์ และต้นน้ำที่เป็นป่าฝนร้อนชื้น บรรพชนต่างเชื้อสายในยุคประวัติศาสตร์สามารถพึ่งพาและนำทรัพยากรรอบตัวมาใช้ เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างชาญฉลาด ดังปรากฏเป็นหลักฐานทางพิธีกรรม ที่กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้นแสดงออกถึงการเคารพบูชาธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยความถ่อมตน และกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติรอบตนเอง

ความเชื่อและหลักปฏิบัติเหล่านี้เลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เมื่อมนุษย์เพิ่มจำนวนมากขึ้น และต้องบริโภคทรัพยากรมากขึ้น เครื่องมือ เครื่องจักร และสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่ อำนวยความสะดวกด้านต่างๆแก่มนุษย์ จนกระทบต่อสมดุลที่ธรรมชาติใช้เวลานับแสนนับล้านปีเพื่อสร้างและรักษาสมดุลต่างๆ กระทั่งปัญหาต่างๆเริ่มปรากฏมากขึ้นและรุนแรงขึ้น

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นวัตกรรมหลายด้านในช่วงสงครามถูกพัฒนาก้าวไกลไปมาก จนมีนักวิชาการในประเทศตะวันตก กล่าวไว้อย่างภาคภูมิใจในปลายทศวรรษที่ 1940 ว่า “มนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติได้แล้ว” หลังจากนั้นทรัพยากรธรรมชาติมากมายถูกนำมาใช้ในรูปต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิต และสร้างความมั่งคั่งให้กับมนุษย์อย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายสิบปี ผลกระทบที่ตามมาในระยะยาวเริ่มปรากฏชัด และถูกนำเสนอในการประชุมขององค์การสหประชาชาติ ในประเทศบราซิลในปี 1992 โดยกล่าวถึงอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น และปรากฏการณ์ “สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” แต่ถูกปฏิเสธและโต้แย้งอย่างรุนแรงถึงความน่าเชื่อถือ 

นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกใช้เวลานานถึง 20 ปี นำเสนอเรื่องราวเดียวกันอีกครั้ง ในการประชุมขององค์การสหประชาชาติในประเทศบราซิลในปี 2012 พร้อมข้อมูลและรายงานการศึกษามากมาย เพื่อยืนยันถึงผลกระทบร้ายแรงที่กำลังจะตามมาและเกิดขึ้นทั่วโลก นับเป็นจุดเริ่มต้นของเปลี่ยนแนวความคิด วิธีการ กระบวนการ และนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านต่างๆ แตกต่างตรงข้ามกับแนวความคิดในทศวรรษที่ 1940 ที่มนุษย์ต้องไม่พยายามเอาชนะธรรมชาติ แต่ควรผ่อนปรน และปรับตนเองให้เข้าสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

แนวความคิดนี้ถูกยอมรับ โดยมีกลไกและมาตรการจากประชาคมโลกกำกับ เช่น ข้อตกลงกรุงปารีส ว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมกำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ไว้ 17 ด้านที่ประเทศสมาชิก รวมถึงประเทศไทยจักต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2030 และเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558

เมื่อพิจารณาเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งหมด พบว่าเป้าหมายที่ 11 ว่าด้วยการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน และเป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาเมือง และเป้าหมายที่ 14 และ 15 เกี่ยวข้องกับกับดินและน้ำ อันเป็นส่วนสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่เป็นผลจากการประชุมในประเทศบราซิลเมื่อปี 1992 และถูกผนวกไว้เป็นส่วนหนึ่งของ Agenda 21 

ภายใต้บริบทเหล่านี้ อาจกล่าวได้ว่าการพัฒนาเมืองที่ดีนั้น จำเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบเพิ่มมากขึ้น มิใช่เพียงพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการอย่างทั่วถึง และบริการสาธารณะอย่างดี แต่หมายถึง การอนุรักษ์และฟื้นฟูองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติควบคู่กันไป โดยเฉพาะระบบนิเวศต่างๆ ที่มีความสำคัญ และเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในเมืองด้วยเช่นกัน สาระเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและต้องผนวกรวมกัน เพื่อพัฒนาเมืองที่ดี และเป็นหลักเบื้องต้นของการจัดทำแผนผังภูมินิเวศ

เมืองและความสำคัญของระบบนิเวศ

เมื่อย้อนไปพิจารณาพัฒนาการด้านผังเมือง หลักนิยมการวางผังเมือง (PlanningDoctrine) เริ่มจากความพยายามในการแก้ปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นกับเมือง ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 ลักษณะเด่นเป็นการวางผังด้านกายภาพ (Physical Planning) แนวทางหลักในกระบวนการวางผัง ให้ความสำคัญกับที่ว่าง (Space) ที่ปรากฏในรูปของการจำแนกประเภทของกิจกรรมมนุษย์ และจัดวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land Use Planning) และเป็นประเพณียาวนานของงานผังเมือง (Planning Tradition) สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 

กระทั่งการผังเมืองอเมริกันเริ่มแนวความคิดวางผังเมืองให้สวยงาม (A Beautiful City Movement) ในปีทศวรรษ 1880 เกิดผังเมืองนครชิคาโกในปี ค.ศ.1909 ด้วยการให้ความสำคัญกับพื้นที่เปิดโล่ง (Open Space) ในเมือง กรณีศึกษาที่กล่าวถึงมากในยุคนั้น คือ การวางผังเมืองมหานคร NewYork ให้มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่กลางเมืองบนเกาะ Manhattan และเริ่มยุคทองของวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape Architecture) ผลต่อเนื่องได้แก่ การศึกษาเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยา และผนวกในงานผังเมืองในเวลาต่อมา

อาจกล่าวได้ว่า การผังเมือง (Urban Planning) และการวางแผนอนุรักษ์ (Conservation Planning) มีแนวความคิดและหลักปฏิบัติในทางเดียวกัน นั่นคือ การให้ความสำคัญกับที่ว่าง (Space) ขณะเดียวกันนิยาม “ถิ่นที่อยู่อาศัย” (Habitat) ของสิ่งมีชีวิตอื่นตามธรรมชาติ เป็นองค์ประกอบที่ไม่อาจแยกออกจากนิยาม “ที่ว่าง” ทั้งสองนิยามนี้ Space และ Habitat ผูกพันกันมากมายในบริบทต่างๆ โดยเฉพาะองค์ประกอบพื้นฐานที่เกี่ยวกับดินและน้ำ เมื่อสังคมเมืองตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ องค์ความรู้จากการศึกษาและงานวิจัย ทำให้การวางผังและการพัฒนาเมืองขยายกระบวนการที่ละเอียดรอบคอบมากขึ้น และให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

อีกด้านหนึ่ง ในอดีต การศึกษาเรียนรู้เรื่องราวของระบบนิเวศ(Ecological Systems) เป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง ซึ่งเน้นความเข้าใจบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ เริ่มปรากฏเอกสารการค้นคว้าเป็นทฤษฏี แนวความคิด และงานวิจัยมากมาย ขอบเขตของการศึกษาด้านนี้กว้างมาก จากระบบนิเวศขนาดเล็ก เช่น หนองน้ำที่มีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร ถึงระบบนิเวศขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มน้ำที่มีขนาดพื้นที่นับแสนตารางกิโลเมตร นักวิชาการบางกลุ่มศึกษาระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น ถิ่นที่อยู่อาศัย (Habitat) ของผีเสื้อ และสิ่งมีชีวิตที่ก่อตัวรวมกันเป็นชุมชน (Colony) เช่น ผึ้ง และมด

การผังเมืองและระบบนิเวศ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในหลายมิติและหลายบริบท มนุษย์ในรูปของเมือง และสรรพชีวิตทั้งพืชและสัตว์ในรูปของระบบนิเวศ ต่างอาศัยที่ว่าง (Space) นั้นเหมือนกัน ที่ว่างเหล่านี้ ครอบคลุมพื้นที่โล่งในลักษณะต่างๆ มากมาย โดยขยายความหมายของคำว่าที่ว่างว่า หมายถึง ที่ว่างที่มนุษย์สร้างขึ้น (Built Space) เช่น สนามกีฬา และสวนสาธารณะ และที่ว่างโดยธรรมชาติ (Natural Space) เช่น แหล่งน้ำต่างๆ จากหนองน้ำเล็ก ถึง พื้นที่ชุ่มน้ำ และมหาสมุทร กระทั่งกำเนิดปรัชญาพื้นฐานของการวางผัง เพื่อย้ำความสำคัญของที่ว่าง อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการวางผังทั้งผังเมือง (Urban Planning) และผังเพื่อการอนุรักษ์ (Conservation Planning) มนุษย์ พืช และสัตว์ ล้วนใช้ประโยชน์และต่างผูกพันกันอย่างยิ่งบนที่ว่างนั้นด้วยกัน Richard T. Forman ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Harvard กล่าวว่า  “ทั้งเมืองและระบบนิเวศต่างทำงานเป็นระบบ” Both city and ecology work as system.

การทำงานเป็นระบบนั้น หมายถึง องค์ประกอบต่างๆ มีกระบวนการและกลไกที่เอื้อประโยชน์ เชื่อมโยงกันและกัน เพื่อให้องค์ประกอบทั้งหลายดำรงอยู่ได้ เช่น องค์ประกอบของเมืองที่มนุษย์อาศัยอยู่ในบ้าน ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ ไปสำนักงานเพื่อทำงาน หรือไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรค ด้วยโครงข่ายของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อเทียบกับระบบนิเวศตามธรรมชาติ เช่น ผึ้งในรังที่แบ่งงานตามหน้าที่เป็นกลุ่มงาน ผึ้งงานหาอาหารจากเกสรดอกไม้ ขณะเดียวกันผึ้งทำหน้าที่ขยายพันธุ์ให้เหล่าพืชผลิดอกออกผล และแพร่พันธุ์ออกไป เหล่านี้เป็นต้น

เมื่อพิจารณาละเอียดขึ้น ทั้งการผังเมืองและนิเวศวิทยา ต่างมีองค์ประกอบที่เหมือนกันและแตกต่างกัน ขอบเขตการวางผังเมือง (Planning Boundaries) ถูกกำหนดขึ้นโดยมนุษย์ บางครั้งอ้างอิงจากลักษณะภูมิประเทศ และบางครั้งอ้างอิงเขตปกครอง เช่น เขตเทศบาล เขตอำเภอ หรือเขตจังหวัด แต่ขอบเขตของนิเวศวิทยา (Ecological Boundaries) เป็นขอบเขตที่ธรรมชาติกำหนดขึ้น ด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิติเป็นสำคัญ เช่น ขอบเขตที่น้ำท่วมถึง (Flood Prone) เขตสันปันน้ำ และขอบเขตที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์บางสายพันธุ์ 

นอกจากบริบทด้านขอบเขตแล้ว งานผังเมืองมีรายละเอียดข้อกำหนดบังคับ (Planning Regulations)เพื่อให้เกิดการพัฒนาตามผัง ขณะเดียวกัน ด้านนิเวศวิทยาไม่มีข้อกำหนดหรือกฎหมายสำหรับบังคับพืชและสัตว์ แต่มีระเบียบวินัยของนิเวศวิทยา (Ecological Disciplines) เพื่อให้สรรพสิ่งทั้งหลายสามารถดำรงชีวิตด้วยตนเอง ที่เรียกว่า สมดุลแห่งธรรมชาติ (Natural Balance) นั่นเอง

พัฒนาการด้านแนวความคิดและทฤษฏีทางผังเมืองนั้น เมื่อเทียบกับด้านนิเวศวิทยาแล้ว แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ย้อนกลับไปสองศตวรรษ ทฤษฏีด้านผังเมืองมีไม่มาก ส่วนใหญ่กำเนิดมาจากหลักวิชาการสายสังคมและเศรษฐศาสตร์ แต่ทฤษฏีด้านนิเวศวิทยามีมากมาย และกำเนิดจากรากฐานด้านวิทยาศาสตร์ ในรูปของการศึกษา วิเคราะห์ การทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเหล่านักวิชาการต้องกำหนดเป็นทฤษฏีทั่วไปของนิเวศวิทยา (General Theory of Ecology) ความแตกต่างที่สะสมมานานนับร้อยปีจากฐานความคิดนี้เอง ทำให้กระบวนการวางผังเมืองไม่สามารถเข้าถึง และเข้าใจบริบทที่ซับซ้อนของนิเวศวิทยา ในบริบทของระบบนิเวศ (Ecological System) และความหลากหลายด้านชีวภาพ (Biological Diversities) ทำให้เกิดผลกระทบมากมายเมื่อเมืองขยายตัวออกไป และทำลายระบบนิเวศเดิม

ข้อมูลสำคัญสำหรับการวางผังเมือง ได้แก่ ข้อมูลต่างๆ ข้อมูลสำคัญมากที่สุด คือ “แผนที่ใช้งาน” ซึ่งแตกต่างจากแผนที่ประเภทอื่น เช่น แผนที่นำเที่ยว หรือแผนที่แสดงที่ตั้งห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ แผนที่ในงานผังเมืองต้องมีความเที่ยงตรงถูกต้อง แสดงข้อมูลต่างๆ อย่างครบถ้วน และมีมาตราส่วนที่สามารถแจกแจงระยะต่างๆ ด้วยหน่วยความยาวที่เป็นมาตรฐาน ข้อมูลประเภทหนึ่งที่ปรากฏในแผนที่นี้ ในกรณีที่ชุมชนเมืองตั้งอยู่บนสภาพแวดล้อมที่เป็นเนินเขาหรือเป็นพื้นที่สูงต่ำ ข้อมูลประเภทนี้คือ “เส้นชั้นความสูง” (Contour Line) โดยมีค่าระดับกำกับ และมักอ้างอิงกับค่ามาตรฐานที่ระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยมีค่าเท่ากับ +0.00 เส้นชั้นความสูงนี้ เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ความเหมาะสม ของการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่างๆ และใช้เป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบระบบระบายน้ำของเมือง

สำหรับด้านนิเวศวิทยา ปรากฏนิยามเส้นชั้นความสูงเช่นกัน เรียกว่า “เส้นชั้นความสูงในระบบนิเวศ” (Ecological Contour) แตกต่างจากเส้นชั้นความสูงในสายวิชาชีพการผังเมือง เส้นชั้นความสูงในระบบนิเวศนี้ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่มีหน่วยวัดระยะเป็นความยาวด้วยเมตร หรือกิโลเมตรที่ใช้ในงานผังเมือง เส้นชั้นความสูงในระบบนิเวศ จำแนกประเภทสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวโยงกัน โดยเส้นชั้นความสูงที่อยู่ล่างสุด ได้แก่ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก เริ่มจากสิ่งมีชีวิตเซลเดียวทั้งพืชและสัตว์ เช่น แพลงตอน (Plankton) ที่อาศัยทั้งบนบกและในน้ำ และเส้นชั้นความสูงถัดขึ้นมา เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น แมลงชนิดต่างๆ ไล่ลำดับขึ้นไปเป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่สูงขึ้น จนถึงจุดสูงสุดที่ปรากฏเป็นภาพพีรามิดของห่วงโซ่อาหาร เช่น มนุษย์และสัตว์กินเนื้อ เป็นต้น

อีกนัยหนึ่ง เส้นชั้นความสูงด้านภูมิศาสตร์ (Geographical Contour) ในงานผังเมือง แตกต่างตรงกันข้ามกับเส้นชั้นความสูงด้านชีววิทยา (Biological Contour) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นชั้นความสูงในงานผังเมืองถูกปรับเปลี่ยนได้ เพื่อการพัฒนาโครงข่ายสาธารณูปโภค เช่น ระบบถนนและท่อระบายน้ำ แต่เส้นชั้นความสูงในงานนิเวศวิทยากลับเป็นสิ่งต้องห้าม และเป็นกฎเหล็กและข้อห้ามไม่ให้ดำเนินการใดๆ ที่มีผลกระทบต่อเส้นชั้นความสูงในระบบนิเวศ เพราะเป็นการทำลายห่วงโซ่อาหารโดยตรง และอาจทำให้สิ่งมีชีวิตบางวงศ์ (Family) และบางสกุล (Genus) สูญพันธุ์ได้อย่างถาวร

ความแตกต่างของนิยามเส้นชั้นความสูงในงานผังเมืองและนิเวศวิทยา กอปรกับการขาดองค์ความรู้และความเข้าใจนี้เอง ได้ก่อปัญหาและสะสมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมานาน เมื่อประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าในศตวรรษที่ 20 มีผลให้เกิดเมืองใหม่และชุมชนเมืองเก่าขยายตัว ควบคู่กับต้องการบริโภคทรัพยากรต่างๆ มากขึ้น เมืองที่ขาดผังเมืองที่ดีจึงประสบปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาภัยพิบัติตามมาจนกระทั่งปัจจุบัน นั่นคือ ความเกี่ยวข้องในยุคแรกของการผนวกงานผังเมือง โดยคำนึงถึงสาระสำคัญและมิติด้านนิเวศวิทยา และพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการวางผังในหลายประเทศในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศที่ตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบที่ปรากฏชัดในแวดวงนิเวศวิทยา ได้แก่ รายงานหลายฉบับที่จัดทำโดยนักวิชาการชั้นนำของโลก ที่ระบุถึง การสูญเสีย และการลดลงของความหลากหลายด้านชีวภาพ (Biological Diversity) ซึ่งเป็นกระทบของการพัฒนาต่างๆ ของมนุษย์ โดยเฉพาะการขยายตัวของชุมชนเมืองเข้าไปในถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ และทำลายสมดุลของระบบนิเวศตามธรรมชาติเดิม ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบด้านอื่นตามมามากมาย เช่น การสูญเสียป่าต้นน้ำ ทำให้เกิดภัยแล้ง และการปรับเปลี่ยน ปิดกั้น และถมแหล่งน้ำธรรมชาติ ตลอดจนการพัฒนาในพื้นที่ลุ่มต่ำทำให้เกิดน้ำท่วม กิจกรรมของมนุษย์เหล่านี้ยาวนานต่อเนื่อง จนเกิดปรากฏการณ์โลกร้อน และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงขั้นวิกฤติในปัจจุบันนี้

นิเวศวิทยาและความหลากหลายด้านชีวภาพ

นิยามของ “นิเวศวิทยา” และ “ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biological Diversity)” เกี่ยวข้องอย่างมาก และมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ความหลากหลายนี้ครอบคลุมทั้งพืชและสัตว์ ทุกประเภท ทุกชนิด และทุกขนาด จากแอ่งน้ำขนาดเล็กถึงลุ่มน้ำขนาดใหญ่ จนเกิดเป็นนิเวศวิทยาระดับภาค (Regional Ecology) สาระและบริบททั้งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเปรียบกับงานด้านผังเมือง โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่ขยายขอบเขตเป็นการวางผังภาคและผังประเทศ เพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และนำมาพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก

โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่า ความหลากหลายด้านชีวภาพ ถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติในลำดับแรก เพราะบริเวณใดที่สามารถพบพืช และสัตว์หลากสายพันธุ์อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ย่อมแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น ซึ่งหมายถึงคุณภาพของดินและน้ำ ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งถิ่นฐานและที่อยู่อาศัย (Habitat) ของสรรพชีวิตทั้งหลายที่สังเกตได้ง่ายที่สุด ซึ่งหมายถึง ถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ด้วย

ดังได้กล่าวมาแล้ว รายงานการศึกษาด้านนิเวศวิทยา และการสูญเสียความหลากหลายด้านชีวภาพ ถูกนำเสนอมากมายในทศวรรษที่ 1980 อันเป็นผลกระทบของการเพิ่มประชากรโลกอย่างรวดเร็ว การศึกษาของนักวิชาการกล่าวถึง “การบริโภคของมนุษย์เกินควร” (Human Overuse) ว่าเป็นสาเหตุของการสูญหาย และสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์มากมาย ด้วยเหตุนี้ นักนิเวศวิทยาและนักอนุรักษ์ธรรมชาติร่วมกันรณรงค์ ให้ประชาคมโลกเห็นความสำคัญของความหลากหลายด้านชีวภาพเป็นเวลานานหลายสิบปี กระทั่งประสบความสำเร็จ องค์การสหประชาชาติประกาศบังคับใช้ “อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ” ซึ่งประเทศสมาชิก 150 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ได้ลงนามให้สัตยาบรรณ และมีผลตั้งแต่ธันวาคม 1993 หรือ พ.ศ. 2536

ในปี 2008 James H. Thorp, Martin C. Thoms และ Michael D. Delong ได้เขียนหนังสือ The Riverine Ecosystem Synthesis; Towards Conceptual Cohesiveness in River Science จัดพิมพ์โดย ELSEVIER โดยสาระสำคัญกล่าวถึง ระบบนิเวศตามลำน้ำ (Riverine Ecosystem) และการสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปปฏิบัติ เป็นเอกสารที่ดีสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ บริบทที่น่าสนใจและสามารถประยุกต์ใช้ในงานวางแผนอนุรักษ์

ระบบนิเวศมีความหลากหลาย และมีลักษณะเป็นนิเวศพลวัตร (Ecological System Dynamics) เมื่อพิจารณาองค์ประกอบหลักที่เป็น “น้ำ” สามารถเริ่มจาก “ระบบนิเวศน้ำจืด” (Fresh Water Ecological Systems) และ “ระบบนิเวศน้ำทะเล” (Sea Water Ecological Systems) โดยจำแนกย่อยออกไปได้อีกมากมาย ระบบนิเวศต้นน้ำ (Upstream Ecological Systems) ระบบนิเวศปลายน้ำ (Downstream Ecological Systems) ระบบนิเวศชายฝั่งทะเล (Coastal Ecological Systems) และอีกมากมาย เมื่อจำแนกตามสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ เช่น ระบบนิเวศป่าชายเลน (Mangrove Forest Ecological Systems) และระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland Ecological Systems) เป็นต้น

ลักษณะพลวัต (Dynamics) ที่เกิดขึ้นเป็นปกติธรรมชาติ ในบริเวณที่ระบบนิเวศเกี่ยวข้องและพึ่งพา “น้ำ” เป็นหลัก ได้แก่ ปริมาณที่มากน้อยอาจเป็นปรากฏการณ์ประจำวัน เช่น น้ำขึ้น-น้ำลงในพื้นที่ใกล้ทะเล หรือตามฤดูกาล เช่น น้ำมากในฤดูมรสุม หรือผลกระทบของสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่ฤดูแล้งยาวนานขึ้น ด้วยเหตุนี้ การอนุรักษ์แหล่งน้ำจึงเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และน้ำถูกจัดลำดับไว้ในลำดับแรกเสมอ ทั้งการจัดหางบประมาณและการบริหารจัดการ 

ในหนังสือเล่มเดียวกัน กล่าวถึง การวิเคราะห์ขนาดของระบบนิเวศ (Scale of Ecological System) ที่นักวิชาการหลายกลุ่มทำงานมาตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งร้อยปี สำรวจและศึกษาเรื่องราวของสิ่งชีวิต ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำขนาดต่างๆ จากแอ่งน้ำขนาดเล็กที่เป็นถิ่นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตแปลกๆ จนถึงแม่น้ำที่มีการจำแนกขนาด และลักษณะของแม่น้ำออกเป็นประเภทต่างๆ โดยเสนอทฤษฏีที่เกี่ยวกับระบบนิเวศไว้มากมาย ควบคู่กับข้อมูลจากการสำรวจภาคสนาม เพื่ออธิบายความสลับซับซ้อน (Complexity) ของระบบนิเวศต่างๆ ในหลายภูมิภาคของโลกนี้

ในด้านผังเมือง มีนิยามสำคัญ “การแบ่งย่าน” หรือ Zoning หนังสือเล่มนี้กล่าวว่า ในระบบนิเวศมีการแบ่งย่านของระบบนิเวศเช่นกัน ดังกรณีปลาบางสายพันธุ์ เช่น ปลาแซลมอนและปลาเทร้า มีถิ่นที่ที่อยู่อาศัย (Habitat) ที่มีลักษณะเป็นย่าน แยกออกจากสิ่งมีชีวิตอื่น กว่าหนึ่งร้อยปีที่นักนิเวศวิทยาบางกลุ่มศึกษาเรื่องราวของปลาเหล่านี้ ร่วมกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น โดยจำแนกองค์ประกอบที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเป็น “ย่าน” หรือ Zoning ของปลาเหล่านี้ เหตุผลหลักคือ ปลาเหล่านี้ถูกกำหนดเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประชาชนในประเทศเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ กฎหมายควบคุมการพัฒนา ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินและมาตรการอนุรักษ์ต่างๆ จึงถูกกำหนดขึ้น เพื่อคุ้มครองให้ย่านเหล่านั้นเป็นถิ่นที่อยู่ และเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์และยั่งยืน และกฎหมายเหล่านี้ใช้บังคับมานาน คู่ขนานกับกฎหมายผังเมืองในประเทศเหล่านั้น นั่นคือตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างการผังเมือง และความหลากหลายด้านชีวภาพ

ในปี 1980 Vannote ได้เผยแพร่เอกสารงานวิจัย (Research Paper) อธิบายรูปแบบของย่านในระบบนิเวศตามลำน้ำว่า เป็นย่านที่มีลักษณะทอดยาวอย่างมีระเบียบ (Ordered Longitudinal Zones) ไปตามแม่น้ำและโครงข่ายน้ำสาขาย่อย ในย่าน หรือ Zones เหล่านี้ ประกอบไปด้วยระบบนิเวศที่หลากหลาย เป็นถิ่นที่อยู่ (Habitat) ของพืชและสัตว์ต่างสายพันธุ์ ที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ขนาดของย่าน หรือ Zones ไม่แน่นอน อาจมีขนาดกว้างยาวแตกต่างกันไปตามประเภทของระบบนิเวศ ขนาดของย่านหรือ Zones อาจขยายใหญ่หรือลดขนาดลงตามฤดูกาล และความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ โดยทั่วไป มักกำหนดขนาดของย่านในระบบนิเวศที่ระดับสูงสุดในบริเวณนั้น หากเป็นพื้นที่ใกล้ทะเล ระยะที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด จะใช้เป็นขอบเขตของย่านเหล่านี้ หรือพิจารณาขอบเขตของระบบนิเวศ (Ecological Boundaries) เป็นหลักนั่นเอง

Vannote อธิบายว่า ลักษณะของย่านในระบบนิเวศที่ทอดยาวไปตามลำน้ำนั้น ถูกจัดระเบียบ (Order) เพราะลำน้ำที่เป็นเครือข่าย (Network) ทอดยาวทำหน้าที่เป็นระบบคมนาคม (Transport) ขนส่งแร่ธาตุ สารอาหาร และส่งผ่านข้อมูลทางพันธุกรรมให้แก่ระบบนิเวศต่างๆ ที่หลากหลายในบริเวณนั้น เป็นสมดุลของธรรมชาติอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เปราะบางจากกิจกรรมของมนุษย์ เมื่อระบบนิเวศเหล่านี้ถูกทำลายการฟื้นฟูแนวลำน้ำ (Stream Corridor Restoration) จึงเป็นงานที่ต้องทำและหลายประเทศเร่งดำเนินการในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาใดๆ ตามแนวฝั่งของแม่น้ำและแหล่งน้ำ จึงมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ เพราะไม้น้ำและไม้พุ่มตามชายน้ำที่ดูรกรุงรัง เป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งอาหาร แหล่งวางไข่ และแหล่งอนุบาลของสิ่งมีชีวิตอีกมากมายหลายสายพันธุ์ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารที่มนุษย์ และสัตว์อื่นได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น โครงสร้างคอนกรีตที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด ทั้งป้องกันตลิ่งทรุดตัวและป้องกันน้ำท่วมชุมชน ย่อมมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสิ้น ปัจจุบัน ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างยกเลิกการกระทำใดๆ ที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ริมฝั่งน้ำ ซึ่งจัดเป็นพื้นที่เปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม

แนวทางการสร้างและอนุรักษ์ระบบนิเวศเมืองเพื่อจัดทำแผนผังภูมินิเวศ 

การอนุรักษ์ระบบนิเวศ เป็นเรื่องที่กล่าวถึงน้อยมากในประเทศไทย สังคมไทยยังไม่ให้ความสำคัญด้านนี้ แม้การอนุรักษ์อาคารหรือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ มักประสบปัญหาและความขัดแย้งอยู่เสมอ ขณะเดียวกัน การอนุรักษ์ระบบนิเวศของเมืองมีสาระด้านวิทยาศาสตร์ และชีววิทยาที่สังคมไทยส่วนใหญ่ไม่มีองค์ความรู้ และหลายบริบท(Context) เป็นเรื่องยากเกินกว่าบุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ในเวลาจำกัดจึงเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดการปฏิบัติ

ในปี 2008 Richard T. Forman จากHarvard University ได้เขียนหนังสือ Urban Regions; Ecology and Planning; Beyond the City จัดพิมพ์โดย Cambridge University Press อธิบายถึงความสำคัญขององค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และสัมพันธ์กับนิเวศวิทยา และนำเสนอสาระที่น่าสนใจมากมาย หลักการพื้นฐานที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการสร้าง และอนุรักษ์ระบบนิเวศเมืองในประเทศไทยได้พอสมควร

เมื่อเทียบกับกระบวนการวางผังเมืองในประเทศไทยในปัจจุบัน การวางผังเมืองโดยอาศัยฐานความคิดด้านนิเวศวิทยา (Ecological Based Design and Planning) เพื่อจัดทำแผนผังภูมินิเวศ มีความยากและซับซ้อนกว่ามาก นอกจากสาระด้านชีววิทยาและนิเวศวิทยาแล้ว ยังเพิ่มบริบทด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นตอนการดำเนินงานด้วย หลักเบื้องต้นหรือข้อควรพิจารณา (Considerations) สำหรับการวางแผนผังภูมินิเวศ ได้แก่

ความเป็นเมือง (Urbanization)

ด้วยเหตุที่การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มักเลือกสภาพภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด สำหรับอยู่อาศัยและดำรงชีวิต รวมตัวเป็นชุมชนจนมีจำนวนผู้คนมากและหนาแน่น และพัฒนาต่อเนื่องจนมีสภาพเป็น “เมือง” นิยามและเกณฑ์กำหนดของความเป็นเมืองในแต่ละประเทศต่างกันมาก ตามหลักสากลในงานวิชาการผังเมือง มีสาระใกล้เคียงกับงานด้านนิเวศวิทยามากที่สุด ในบริบทของ “ประชากร” 

สำหรับด้านการผังเมือง “ประชากร” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด โดยทั่วไปจำแนกเป็น “ประชากรเมือง” และ “ประชากรชนบท” ประการต่อมา “จำนวนประชากร” ถูกนำมากำหนดเป็นขนาดของเมือง จากขนาดเล็กด้วยประชากรหลักพันคน ถึงเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหลักแสนและล้านคน ตามด้วยการโครงสร้างของประชากร จำแนกเป็นชายและหญิง และโครงสร้างตามอายุของประชากร ประกอบข้อมูลความหนาแน่นของประชากรในแต่ละพื้นที่ เหล่านี้ถูกใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับออกแบบ และวางผังระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และบริการสาธารณะต่างๆ

สำหรับด้านนิเวศวิทยา ประชากรและความหนาแน่นของประชากร เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับวิเคราะห์ผลกระทบของกิจกรรมของมนุษย์ ต่อระบบนิเวศในพื้นที่แต่ละบริเวณของเมือง ประชากรยิ่งมากและความหนาแน่นยิ่งสูงเท่าใด ระบบนิเวศในบริเวณนั้นยิ่งเปราะบาง และมีโอกาสได้รับผลกระทบมากเท่านั้น ดังกรณีน้ำเสียจากชุมชนเมืองและมลภาวะในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประชากรและระบบนิเวศ จึงเป็นงานสำคัญที่ต้องพิจารณามาก

นอกจากการจำแนกขนาดของเมืองด้วยจำนวนประชากร บทบาทและหน้าที่ของเมือง (Urban Roles andFunctions) ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงได้ทั้งดีและไม่ดี เป็นอีกบริบทที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน เช่น บทบาทและหน้าที่ของเมือง เป็นเมืองอุตสาหกรรม เมืองท่า เมืองการศึกษา เมืองประวัติศาสตร์ เมืองท่องเที่ยว เมืองมรดกโลก หรือเมืองเกษตรชนบท

สภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ (GeographicalLocation) ของเมือง และลักษณะการตั้งถิ่นฐาน (Settlements) เป็นบริบทที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของระบบนิเวศในบริเวณนั้นได้อย่างดี เช่น เมืองในหุบเขาในเขตป่าต้นน้ำ ดังกรณีเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองบนที่ราบสูง เช่น เมืองต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมืองท่าปากแม่น้ำ เช่น สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสงขลา เมืองที่เป็นเกาะ เช่น ภูเก็ต และ สมุย เมืองชายฝั่งทะเล เช่น ประจวบคีรีขันธ์ และนราธิวาส สภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และลักษณะการตั้งถิ่นฐาน สามารถสะท้อนความเป็นพลวัตร ความเปลี่ยนแปลง และความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศได้ดี

องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญและถูกนำมาพิจารณา ในกระบวนการวางแผนและออกแบบผัง ได้แก่ ระดับความเป็นเมือง (Degree of Urbanization) เนื่องจากชุมชนหลายแห่งได้รับการยกฐานะการบริหาร และพยายามเรียกร้องความเป็นเมือง แต่ไม่มีความพร้อมในการพัฒนาให้เป็นเมืองที่ดีได้ทุกด้าน เช่น ไม่มีบริการสาธารณะ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข ด้านการเงินการคลัง และด้านสิ่งแวดล้อมเพียงพอที่สามารถรองรับกับการดำรงอยู่ของชุมชน เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยเฉพาะการรักษาภูมินิเวศ

พื้นที่สีเขียวและระบบธรรมชาติ (Green Spaces and Natural Systems)

การอนุรักษ์ระบบนิเวศเมืองเพื่อจัดทำแผนผังภูมินิเวศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องศึกษาเรื่องราวของธรรมชาติให้มากที่สุด นิยาม “พื้นที่สีเขียว” ในมิติของระบบนิเวศ มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ที่โล่ง” (Open Space) ในมิติด้านผังเมือง ที่กล่าวถึงในกระบวนการวางผังเมือง และถูกขยายความถึงคำว่า “ที่โล่งของเมือง” (Urban Space)  ซึ่งหมายถึงที่โล่ง ที่ถูกกำหนดขอบเขตด้วยองค์ประกอบอื่นของเมือง เช่น อาคาร และถนน ยกตัวอย่าง ได้แก่ ลานโล่งที่ล้อมด้วยอาคาร มีลักษณะเป็นจัตุรัสกลางเมือง เช่น ลานพระบรมรูปทรงม้า ในกรุงเทพมหานคร และลานประตูท่าแพ ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น เทียบกับคำว่าที่โล่ง (Open Space) หมายถึงพื้นที่ที่เปิดโล่ง เช่น สวนสาธารณะ และพื้นที่โล่งตามชายหาดริมทะเล เป็นต้น โดยไม่มีสาระเน้นความเป็นสีเขียวตามธรรมชาติ ดังกรณีภาคเอกชนเว้นที่ว่างตามข้อกำหนดกฎหมาย แต่ใช้ประโยชน์เป็นลานจอดรถสำหรับผู้มาติดต่อและใช้อาคาร โดยไม่มีต้นไม้หรือองค์ประกอบที่เป็นสีเขียวตามธรรมชาติแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศ เพราะลานคอนกรีตไม่ซึมน้ำผ่านลงชั้นใต้ดิน และสะสมความร้อนมาก มีผลกระทบต่อระบบธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ระบบธรรมชาติ (Natural Systems)หมายถึงรูปแบบ (Pattern) ที่ปรากฏเป็นโครงข่าย (Network) ของการเชื่อมโยง (Connection) ขององค์ประกอบ และส่วนประกอบตามธรรมชาติ (Natural Element and Component) ด้านนิเวศวิทยาที่มีความสัมพันธ์กันและกัน ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ทุกองค์ประกอบรวมตัวกันทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นนิยามที่สำคัญมาในมิติของนิเวศวิทยา เพราะเป็นพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจของการอนุรักษ์ระบบนิเวศเมือง เพื่อจัดทำแผนผังภูมินิเวศระบบธรรมชาติเหล่านี้ ได้แก่ วงจรของน้ำตามลำธาร และแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่หมุนเวียนไหลผ่านตามฤดูกาล มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และจากชุมชน หรือการปิดกั้นเบี่ยงเบนการไหลของน้ำตามธรรมชาติ อาจทำลายระบบนิเวศอย่างร้ายแรง

พื้นที่ชุ่มน้ำ(Wetland)

องค์ประกอบสำคัญที่จักต้องพิจารณาอย่างละเอียด คือ “พื้นที่ชุ่มน้ำ” (Wetland) โดยนิยาม หมายถึงลักษณะทางภูมิประเทศที่มีรูปแบบเป็น พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วม มีน้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขัง หรือท่วมอยู่ถาวร และชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่ง และน้ำทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเล และพื้นที่ของทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุดมีความลึกของระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) 

พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

1) พื้นที่ชุ่มน้ำทางทะเล และชายฝั่งทะเล (Marine and Coastal Wetlands) ได้แก่ แนวปะการังชายฝั่ง หาดทราย แหล่งน้ำกร่อย หาดโคลน หาดเลน ป่าชายเลน ฯลฯ

2) พื้นที่ชุ่มน้ำภายในแผ่นดินใหญ่ (Inland Wetlands) ได้แก่ ทะเลสาบ หนอง บึง ห้วย ป่าพรุ ฯลฯ

3) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น (Human-made Wetlands) ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ สระน้ำ บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ พื้นที่เกษตรกรรม ฯลฯ

“ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ และระดับชาติของประเทศไทย และมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ” มีรายละเอียดสาระสำคัญ ดังนี้

1) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ จำนวน 69 แห่ง

2) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ จำนวน 47 แห่ง

3) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการคุ้มครอง 17 แห่ง

4) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการฟื้นฟู 20 แห่ง

5) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการศึกษาสำรวจ อย่างน้อย 19 แห่ง

http://wetland.onep.go.th/images/Ramsarsite_edit.png

ภาพที่ 1 พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ในประเทศไทย

ที่มา สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม http://wetland.onep.go.th/ramsarsites.html

นอกจากพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ (Natural Wetland) ปัจจุบันมีการพัฒนา “พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม” (Constructed Wetland) เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ในการรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โครงการที่มีชื่อเสียง ได้แก่ โครงการบำบัดน้ำเสียโดยธรรมชาติ อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาวิจัย และพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในจังหวัดเพชรบุรี เป็นการบำบัดน้ำเสียจากชุมชนเมืองด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม 

พื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ และพื้นที่ชุ่มน้ำเทียมมีความสำคัญหลายด้าน จากหน้าที่หลักในการดำรงอยู่ของระบบนิเวศแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บพักน้ำในกรณีน้ำมาก หรือเป็นแก้มลิงให้กับชุมชนเมือง เป็นแหล่งน้ำในช่วงฤดูแล้ง และเป็นแหล่งเติมน้ำลงชั้นใต้ดิน โดยน้ำซึมผ่านลงไปเก็บไว้ใต้ดิน หรือบางหน่วยราชการเรียกว่า ธนาคารน้ำใต้ดิน พื้นที่ชุ่มน้ำจึงอำนวยประโยชน์มากมาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกำหนดไว้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในแผนผังภูมินิเวศ การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน และแนวถอยร่นเป็นย่าน(Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบโดยรอบ จึงต้องปรากฏชัดในแผนผัง

อนึ่ง นอกจากพื้นที่ชุ่มน้ำที่จำแนกโดยหน่วยราชการแล้ว ยังพบพื้นที่ชุ่มน้ำในระดับท้องถิ่น (Local Wetland) อีกหลายแห่ง กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีขนาดทั้งเล็กและใหญ่ เก็บกักน้ำแตกต่างกัน บางแห่งไม่ปรากฏในฤดูแล้ง หรือปรากฏให้เห็นเพียงไม่กี่เดือนในฤดูมรสุม คาดว่าพื้นที่ชุ่มน้ำในระดับท้องถิ่นน่าจะมีจำนวนนับหมื่นแห่ง และมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญต่อระบบนิเวศมาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีหน้าที่ปกป้องดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด

ภูมินิเวศ (Landscape Ecology) หมายถึง พื้นที่ที่มีภูมิทัศน์ที่เด่นด้วยระบบนิเวศ ได้แก่ พื้นที่โล่งสีเขียว ระบบธรรมชาติทั้งหลาย และพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทต่างๆ ที่ปรากฏลักษณะเด่นด้านนิเวศวิทยา เช่น เป็นถิ่นที่อยู่ของพืชและสัตว์ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบธรรมชาติ และรวมถึงภูมิทัศน์ที่มนุษย์ปรับแต่ง เพื่อประโยชน์หรือวัตถุประสงค์บางประการ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม และเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ ตัวอย่างเช่น ป่าจากที่ทรงพุ่มหนาริมแม่น้ำบางปะกง ตรงข้ามวัดวัดหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา และป่าชายเลนประเภทต่างๆ ในชุมชนเมืองติดทะเล

ลักษณะเด่นทางนิเวศวิทยา (Ecological Domain) หมายถึง ระบบนิเวศและองค์ประกอบใดๆ ที่ปรากฏเด่นชัดในพื้นที่ มีคุณประโยชน์และมีคุณค่าอย่างยิ่ง ลักษณะเด่นเหล่านี้ต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยา เพื่อจำแนกและระบุประเภทและรายละเอียดสำคัญ เพื่อกำหนดเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศ บางพื้นที่อาจปรากฏเป็นพืชและสัตว์ที่มีถิ่นอาศัย (Habitat) ในบริเวณนั้น เช่น ปลากระเบนน้ำจืดขนาดใหญ่ในแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม และ พะยูนกับหญ้าทะเลในจังหวัดกระบี่ เป็นต้น

องค์ประกอบที่เป็นข้อควรพิจารณาเหล่านี้ จักต้องมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวบรวมข้อมูลต่างๆ ย้อนอดีตให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เริ่มจากการจัดหาแผนที่ใช้งานที่ดีที่สุดเท่าที่จะค้นหาได้ จากแผนที่ทหารที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศไทย มาตราส่วน 1:50,000 จนถึงแผนที่เมืองและแผนที่อาคารที่มีมาตราส่วน 1:4,000 และมีข้อมูลละเอียดมากขึ้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อการสำรวจภาคสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับระบบนิเวศต่างๆ เช่น โครงข่ายน้ำ และพื้นที่โล่ง ข้อมูลจากแผนที่เหล่านี้นำมาประกอบการศึกษาเรียนรู้จากการสังเกตการณ์ (Observation) และการสอบถามรับฟังความเห็นจากภาคประชาสังคม ล้วนเป็นข้อมูลที่นำมาประยุกต์ในขั้นตอนต่างๆต่อมาพึงระลึกเสมอว่า ข้อมูลที่ดีและถูกต้องจะมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการจัดวางแผนผังภูมินิเวศ

การวิเคราะห์ และสังเคราะห์ (Analysis and Synthesis)

กระบวนการวางแผนผังภูมินิเวศ จักต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ และนำผลวิเคราะห์มาสังเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ เริ่มจากการพิจารณาข้อมูลประกอบที่เป็นข้อควรพิจารณา การประยุกต์ใช้แนวความคิด และทฤษฏีที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบและมีเหตุผล โดยมีหลักเบื้องต้นดังนี้

วิเคราะห์ความเป็นเมือง ควรวิเคราะห์แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของเมืองด้านต่างๆ ได้แก่ การเพิ่มและอัตราการเพิ่มของประชากรมากน้อยอย่างไร เมืองมีทิศทางการขยายตัวไปด้านไหน บทบาทหน้าที่ของเมืองเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และองค์ประกอบที่กระตุ้นความเปลี่ยนแปลงของเมือง ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรกับระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมของเมือง เช่น การเพิ่มของประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้เมืองต้องขยายพื้นที่มากขึ้น ต้องการอุปโภคบริโภคทรัพยากรน้ำมากขึ้น และเพิ่มปริมาณขยะจากชุมชนและขยะอุตสาหกรรมมากขึ้น เป็นต้น แนวทางการวิเคราะห์ควรดำเนินงานไปกับการวิเคราะห์ข้อกำหนด และกฎหมายที่ใช้บังคับกับเมืองนั้น เช่น ผังเมืองรวม เทศบัญญัติ และประกาศของกระทรวง และกรมต่างๆ ที่ครอบคลุมความเป็นเมือง

เมื่อทราบผลการวิเคราะห์แล้ว จัดทำแผนภูมิ (Diagram) แสดงผลการวิเคราะห์ เพื่อให้ปรากฏภาพของความเป็นเมือง และนำแผนภูมินี้แปลข้อมูลลงในแผนที่เมือง เพื่อจัดทำผังร่างที่มีมาตรส่วนจริง

วิเคราะห์พื้นที่สีเขียวและระบบธรรมชาติ ควรจำแนกพื้นที่โล่ง พื้นที่สีเขียว และระบบธรรมชาติ ออกเป็นพื้นที่ที่มนุษย์สามารถเข้าใช้ประโยชน์และทำกิจกรรมได้ เช่น สนามกีฬา สนามเด็กเล่น และสวนสาธารณะ ที่พัฒนาบนพื้นที่ที่มีลักษณะเด่นด้านระบบนิเวศ และพื้นที่ที่ระบบนิเวศ และระบบธรรมชาติมีความเปราะบางต่อกิจกรรมของมนุษย์ เช่น แหล่งอาหาร และแหล่งที่อยู่อาศัยของพืช และสัตว์หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ ดังกรณี แหล่งที่อยู่อาศัยของวาฬ พะยูนและแหล่งหญ้าทะเล เป็นต้น การวิเคราะห์ที่ต้องพึ่งพาฐานความรู้ด้านระบบนิเวศ ควรประยุกต์องค์ความรู้อย่างละเอียดรอบคอบ เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ความเป็นเมือง ผลของการวิเคราะห์พื้นที่สีเขียว และระบบธรรมชาตินำมาแสดงในแผนภูมิ และแปลงข้อมูลลงในแผนที่ที่มีมาตราส่วนถูกต้อง เพื่อประกอบกันเป็นผังร่างที่ชัดเจนขึ้น

วิเคราะห์พื้นที่ชุ่มน้ำ ควรกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนของพื้นที่ชุ่มน้ำ และจำแนกประเภทของพื้นที่ชุ่มน้ำ ตามลักษณะเด่นของระบบนิเวศในบริเวณนั้น โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาประเทศ มีกฎข้อบังคับและข้อห้ามมากมาย ที่ท้องถิ่นและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ประการสำคัญ ขอบเขตของพื้นที่ชุ่มน้ำต้องใช้แนวเขตน้ำท่วมสูงสุด ซึ่งสามารถระบุได้ในฤดูน้ำหลาก หากกำหนดขอบเขตพื้นที่ชุ่มน้ำด้วยระดับน้ำต่ำหรือต่ำสุดในฤดูแล้ง ขอบเขตของพื้นที่ชุ่มน้ำอาจไม่ปรากฏให้เห็นเลย ดังกรณีป่าพรุในภาคใต้ ซึ่งมักถูกบุกรุกในฤดูแล้ง และครอบครองเพื่อหาผลประโยชน์ แต่สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างร้ายแรง

เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ความเป็นเมือง และการวิเคราะห์พื้นที่สีเขียวและระบบธรรมชาติ ผลการวิเคราะห์พื้นที่ชุ่มน้ำต้องนำมาแสดงในแผนภูมิ และแปลงข้อมูลลงในแผนที่ที่มีมาตราส่วนถูกต้อง เพื่อประกอบกันเป็นผังร่างที่ชัดเจนขึ้น กระทั่งปรากฏเป็นร่างแผนผังภูมินิเวศในระดับพื้นฐาน อนึ่ง ระบบนิเวศมีมากมาย แต่ละระบบแตกต่างกัน และมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อน (Compound)  และมีความซับซ้อน (Complexity) มาก ดังนั้น การวิเคราะห์ด้านนิเวศวิทยา ควรพึ่งพาบุคลากรเฉพาะด้านที่มีความรู้ และประสบการณ์ให้คำปรึกษาแนะนำ

องค์ประกอบด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น ควรวิเคราะห์ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับนิเวศวิทยา หลักปฏิบัติทางศาสนา และความเชื่อ และวิถีชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค มีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมด้วยเช่นกัน การวิเคราะห์ในมิติสังคมและวัฒนธรรม จึงควรผนวกเป็นข้อควรพิจารณาหนึ่ง และนำเสนอประกอบการจัดทำร่างแผนผังภูมินิเวศ

แปลงแผนภูมิ (Diagram) เป็น แผนผังกายภาพ (Spatial Plan)

ผลจากการวิเคราะห์ด้านต่างๆ นำมาพิจารณาร่วมกันในแผนภูมิ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ ความเกี่ยวข้องโยงใยระหว่างระบบธรรมชาติ และระบบของมนุษย์ ผลที่ปรากฏชัด เช่น ต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ สาเหตุของความเปลี่ยนแปลงทั้งโดยมนุษย์และธรรมชาติ ตลอดจนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขและป้องกัน เช่น การกำหนดมาตรการควบคุมกิจกรรมบางประเภทของมนุษย์ สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศในบางบริเวณ โดยเฉพาะความอ่อนไหวและเปราะบางต่อสิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้น

จากรูปแบบผังกายภาพเดิมที่ถือปฏิบัติกันมานาน ได้แก่ การวางผังเมืองประเภทต่างๆ ซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และมีรายละเอียดตามพระราชบัญญัติกำหนดไว้ ประการสำคัญ แผนที่และแผนผังที่ออกตามพระราชบัญญัติการผังเมืองนั้น กำหนดว่า รายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏในผังนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย ดังนั้น แผนผังภูมินิเวศควรสอดคล้องกับหลักปฏิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้มานาน และยังบังคับใช้จวบจนปัจจุบัน การขยายความและเพิ่มความสำคัญด้านนิเวศวิทยา จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม

แผนภูมิที่ได้รับการวิเคราะห์อย่างดี สามารถระบุบริเวณหรือย่าน (Zone) ที่มนุษย์ไม่ควรเข้าไปรบกวนสมดุลของธรรมชาติ และควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ที่มนุษย์สามารถทำประโยชน์ได้บางส่วน เช่น พื้นที่ริมแม่น้ำและชายฝั่งทะเล และควรรักษาระยะเปราะบางของระบบนิเวศ ด้วยมาตรการถอยร่น และการกำหนดแนวหรือย่านกันชน (Buffer Zone) เพื่อปกป้องและรักษาคุณภาพของระบบนิเวศบริเวณนั้น

ในกรณีที่ชุมชนมีระดับความเป็นเมืองต่ำ (Lower Degree of Urbanization) และมีขนาดเล็ก หรือเป็นชุมชนที่มีองค์ประกอบความเป็นเมืองไม่มาก เช่น มีโรงเรียนระดับประถมเท่านั้น หรือมีโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง โดยภาพรวมอาจมีบริการสาธารณะพอประมาณ และมีอัตราการเติบโตต่ำ การวิเคราะห์ไม่ซับซ้อน อาจเหมาะสำหรับการฝึกการจัดทำแผนผังภูมินิเวศ ขณะเดียวกันชุมชนเมืองที่มีขนาดใหญ่ การวิเคราะห์และขั้นตอนต่างจะยากลำบากมากกว่า 

ในกรณีที่พบพื้นที่ที่ระบบนิเวศเสื่อมโทรมและมีความสำคัญมาก มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องดำเนินการปรับปรุง เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับมาสมบูรณ์ตามธรรมชาติเช่นเดิม ควรกำหนดให้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติในแผนผัง ซึ่งสามารถครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม  (Cultural Environment) ด้วย โดยจัดและกำหนดเป็นย่านฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันนี้ผังเมืองรวมหลายแห่ง ได้กำหนดย่านอนุรักษ์ในลักษณะต่างๆ กัน ตามลักษณะเด่นและความสำคัญ ทั้งด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

กรณีศึกษาแผนผังภูมินิเวศกรุงเบอร์ลิน

กระแสความพยายามในการวางแผนและวางผังชุมชนเมืองระดับต่างๆ และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมีมากขึ้น รัฐบาลหลายประเทศได้บุกเบิกนำร่องการวางผังเมืองและปรับปรุงเมือง ให้ภูมิทัศน์และระบบนิเวศกลับมาสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และประสบความสำเร็จ เป็นตัวอย่างดีเยี่ยม (Best Practice) หลายเมือง เช่น กรุงแคนเบอร์ร่า ในประเทศออสเตรเลีย และกรุงเบอร์ลิน ในประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่สามารถเรียนรู้ได้มากมาย

ด้วยเหตุที่กรุงเบอร์ลินเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างมาก ภายหลังการรวมตัวของเยอรมันตะวันออกและตะวันตกเป็นประเดียวกันเหมือนในอดีต โครงการฟื้นฟูประเทศและเมืองต่างๆ มีจำนวนมาก และใช้งบประมาณมหาศาล กรุงเบอร์ลิน มีฐานะเป็นเมืองหลวง จึงจัดทำโครงการระยะยาว (Programme) ซึ่งประกอบด้วยโครงการขนาดเล็ก (Project) อีกมากมายที่ถูกจัดหมวดหมู่สัมพันธ์กันอย่างมีระเบียบแบบแผน

กอปรกับนโยบายของรัฐบาลเยอรมันในการลดผลกระทบของภาวะโลกร้อน จากการประชุมที่ประเทศบราซิล ในปี 1992 รัฐบาลกลางได้กำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Federal Policy on Climate Change) และได้ปรับปรุงโครงการต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกลาง โครงการระยะยาวของการอนุรักษ์ธรรมชาติและภูมิทัศน์ (Landscape and Nature Conservation Programme) ของกรุงเบอร์ลิน ขยายเป็นโครงการปกป้องระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม (Ecosystem and Environment Protection Project)

ภาพที่ 2 แผนผังภูมินิเวศกรุงเบอร์ลิน ปีค.ศ. 2003

ที่มา https://www.stadtentwicklung.berlin.de/umwelt/umweltatlas/eka506.htm

โครงการนี้จำแนกเป้าหมายและมาตรการอนุรักษ์ต่างๆ ด้านอากาศ ดิน (Soil) ผืนดินและผืนน้ำ (Ground Surface Waters) ภูมิอากาศ(Climate) โดยแผนผังให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวและที่โล่ง (Green and Open Space) และพื้นที่เกษตรกรรม ระบุขอบเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land Use) อย่างละเอียด

ภาพที่ 2 แสดงแผนผังภูมินิเวศที่เป็นผังแม่บท (Master Plan) และผังรายละเอียดจำแนกสาระต่างๆ ตามที่กล่าวไว้ในแผนที่ย่อยอีกมากกว่า 20 ฉบับจัดทำเป็นเอกสารเผยแพร่ทั้งภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ ผู้ที่สนใจสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้จาก Website ในภาพที่ 2 

สำหรับประเทศไทย การอนุรักษ์ใดๆเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และราคาที่ดินแพง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประสบปัญหามาตลอด มลภาวะระดับวิกฤติต่างๆ เช่น น้ำเสียจากโรงงานและบ้านพักอาศัย ขยะจากชุมชนเมือง จนถึงมลภาวะทางอากาศ กรณีฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 และ PM 10 ซึ่งมีสาเหตุหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ที่มากเกิน (Human Overuse) การรณรงค์ที่เริ่มมานานหลายสิบปี เพื่อแก้ปัญหาด้วยแนวทางอนุรักษ์ ไม่สามารถต้านกระแสการพัฒนาที่ก่อผลกระทบเหล่านี้ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏชัด 

การวางแผนผังภูมินิเวศ เป็นก้าวสำคัญในการผนวกมาตรผังเมืองกับมาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ละเอียดมาก ถึงระดับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ แม้การผังเมืองได้ขยายบทบาทในการอนุรักษ์พื้นที่โล่งมานานกว่าสิบปี แต่เป็นการให้ความสำคัญของที่โล่ง เพื่อเอื้อประโยชน์กับกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก การอนุรักษ์ที่โล่งเพื่อรักษาระบบนิเวศ หรือเพื่อฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ ไม่ปรากฏชัดในงานผังเมือง กระทั่งสาระและบริบทของความหลากหลายด้านชีวภาพ ถูกกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์ความรู้ด้านนี้จึงถูกพิจารณาเพิ่มขึ้นในงานผังเมือง

อย่างไรก็ตาม นิเวศวิทยามีสาระทั้งกว้างมากและลึกมาก ผู้สนใจต้องมีความมานะอดทน และตั้งใจเรียนรู้ จึงจักสามารถนำความรู้มาประยุกต์ร่วมกับศาสตร์อื่นได้อย่างดี และก่อประโยชน์อย่างแท้จริง แตกต่างจากกระแสการพัฒนาเมืองเดิม ที่ยังมุ่งประโยชน์ของมนุษย์เป็นหลัก และมองข้ามความสำคัญของระบบนิเวศ โดยประเมินค่าของการลงทุนและการพัฒนาวัตถุเป็นกำไรขาดทุน ดังกรณีภาคอสังหาริมทรัพย์ ดังกรณีการพัฒนาที่ดินในบริเวณที่มีภูมิทัศน์ตามธรรมชาติที่โดดเด่น เช่น ลากูน ริมฝั่งทะเล หรือชายหาดที่แหล่งวางไข่แพร่พันธุ์ของเต่ามะเฟืองและเต่าทะเล เป็นต้น

ความสำเร็จของการวางแผนผังภูมินิเวศ ไม่อาจเร่งรต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในมิติของธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน และต้องใช้ความพยายามและความอดทนสูง ประการสำคัญต้องใช้เวลานานมาก จึงจักประสบผลสำเร็จ

 

 ขอขอบคุณบทความโดย ดร.ธงชัย โรจนกนันท์ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังสถาปัตยกรรม

 

11 ตุลาคม 2564  The Last Student of Sternstein

เอกสารอ้างอิง

Forman R.T. (2008), Urban Regions; Ecology and Planning Beyond the City, Cambridge 

UniversityPress, UK

Throp J.H., Thoms M.C. & Delong M.D. (2008), The Riverine Ecosystem Synthesis Toward 

Conceptual Cohesiveness in River Science, University of Kansas, Elsevier, USA

บทความการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในวันผังเมืองโลก (World Town Planning Day) เรื่อง Resilient & Recovery Cities : ขับเคลื่อนเมือง สู่ความสุข ในยุคโควิด ๑๙ (ผ่านระบบออนไลน์)