Resilient & Recovery Cities : ขับเคลื่อนเมือง สู่ความสุข ในยุคโควิด ๑๙

โดย ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง 

เมืองในมุมมองเศรษฐศาสตร์

เมืองเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ประชากรเข้ามาอาศัยในเขตเมืองมากขึ้นจาก 23 ล้านคนในปี 2553 เพิ่มเป็น 30 ล้านคนในปัจจุบัน ปี 2564

จำนวนประชากรในเขตเมืองและนอกเขตเมือง ปี 2553 และปี 2564

ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ

          เมืองในฐานะเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ย่อมต้องให้ความอุ่นใจและมีความปลอดภัยสำหรับพลเมือง โดยเฉพาะความปลอดภัยส่วนบุคคล ผลสำรวจความปลอดภัยของเมืองทั่วโลก โดย The Economist Intelligence Unit (EUI) ปี 2564 กรุงเทพฯ ได้อันดับที่ 43 จาก 60 เมืองทั่วโลก โดยมิติที่ได้คะแนนต่ำคือ มิติด้านความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่น อาชญากรรมบนท้องถนน ความรุนแรงทางเพศ/ข่มขืนกระทำชำเราที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น

          นอกจากนี้ เมืองต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมสำคัญต่อคุณภาพชีวิต การที่เมืองไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะส่งผลต่อการอยู่อาศัยของพลเมือง ตัวอย่างหนึ่งคือ ความสำคัญของการมีพื้นที่สีเขียวของเมือง หรือการสร้างระบบสาธารณูปโภคสีเขียว (green infrastructure) เพื่อช่วยเรื่องคุณภาพอากาศ ลดภาวะโรคร้อน และสนับสนุนการมีกิจกรรมภายนอกอาคารของพลเมือง อัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรในกรุงเทพฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 7 ตารางเมตร/คน ยังต่ำกว่าเกณฑ์ของ WHO ที่ระบุว่าควรมี 9 ตารางเมตร/คน ในขณะที่สิงคโปร์มีพื้นที่ สีเขียวต่อประชากรสูงสุด 66 ตารางเมตร/คน

ที่มา: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

          การที่เมืองเป็นที่อยู่ร่วมกันของทุกคนเป็นชุมชนเมือง ซึ่งมีหลากหลายบริบทในแต่ละชุมชน ทั้งทางกายภาพในลักษณะของพื้นที่ ลักษณะของบุคคลและครอบครัว และลักษณะของวัฒนธรรม กล่าวคือ เป็นเรื่องของ “เมือง” “คน” และ”วิถีชีวิต” จึงต้องผสมผสาน ถ้อยทีถ้อยอาศัย และอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งการบริหารจัดการการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนของเมืองในมิติต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ตัวอย่างหนึ่งคือชุมชนแออัด นิยามของภาครัฐ ชุมชนแออัด หมายถึง ชุมชนส่วนใหญ่ที่มีอาคารหนาแน่น ไร้ระเบียบ และชำรุดทรุดโทรม ประชาชนอยู่อย่างแออัด สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย โดยให้ถือเกณฑ์ความหนาแน่นของบ้านเรือนอย่างน้อย 15 หลังคาเรือนต่อพื้นที่ 1 ไร่ ข้อมูลล่าสุดจาก World Development Indicators ประเทศไทยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดคิดเป็น 23% ของประชากร ในเขตเมือง

          การหลั่งไหลของประชากรเข้าสู่ในเขตเมือง นำมาซึ่ง ‘คนจนเรื้อรังในเขตเมือง’ ในระยะเวลาที่ผ่านมายาวนาน กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนคนจนเมืองต่ำที่สุดเทียบกับภาคอื่น (ดังภาพด้านล่าง) แสดงว่าหากอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ โอกาสที่จะเป็นคนจนมีน้อยกว่าอาศัยในเขตอื่น อธิบายการย้ายถิ่นของประชากรจากภาคอื่นเข้ามาอาศัย และทำงานในกรุงเทพฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

สัดส่วนคนจนในเขตเมือง 2539-2563

                                                                                                                                         ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ

          แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โอกาสตกเป็นคนจนเมืองเริ่มไม่ห่างกันมากนักระหว่างภูมิภาค เห็นได้จากสัดส่วนคนจนเมืองในภาคต่างๆ ที่โน้มเข้าหากันมากขึ้น จึงอธิบายกระแสการย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพฯ ที่มีอัตราลดต่ำลงในระยะหลังๆ แม้กระนั้น คนจนเมืองในสังคมไทยยังคงประสบปัญหาในหลายด้าน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งปัญหาการครองชีพที่ต้องใช้เงิน ความแออัด ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย ความรุนแรงและอาชญากรรม ความเสี่ยงต่ออุบัติภัยและภัยธรรมชาติ ตลอดจนความเสี่ยงในการระบาดของโรค การแก้ปัญหาจึงจำเป็นต้องมีความหลากหลายและรอบด้าน โดยรัฐบาลต้องมีบทบาทที่สำคัญ คือ การจัดสวัสดิการในด้านต่างๆ เพื่อให้คนจนเมืองสามารถมีโอกาสที่ดีขึ้นในชีวิต และสามารถหลุดพ้นจากความยากจน การดูแลด้านที่อยู่อาศัยและสภาพชุมชนเมือง เพื่อให้พ้นสภาพความแออัด ตลอดจนการกระจายอำนาจการดูแลคนจนเมืองให้กับรัฐบาลส่วนท้องถิ่น และการสร้างฐานข้อมูลคนจนเมือง

เมืองกับโควิด-19

          รายงานการติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90 ของเคส) มีศูนย์กลางการระบาดอยู่ในเขตเมือง เนื่องจากลักษณะของชุมชนเมืองที่มีจำนวนประชากรหนาแน่น และภาวะการมีปฏิสัมพันธ์กันสูงทั้งจากในพื้นที่ และจากภายนอกพื้นที่ จึงเป็นความท้าทายในการบริหารจัดการความหนาแน่นที่เหมาะสมของเมือง โดยให้ความสำคัญกับลักษณะและภาวะของความหนาแน่นดังกล่าว โดยพลเมืองต้องสามารถเข้าถึงบริการของเมือง และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดทอนความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากเหตุวิกฤติต่างๆ

          โควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่ยุคดิจิทัลของประเทศและเมือง ในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต การเรียนและการอบรมออนไลน์ การทำงานทำธุรกิจจากที่บ้าน การบริหารจัดการและการให้บริการจากภาครัฐผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญและพัฒนาต่อเนื่องไปแม้สถานการณ์คลี่คลายลง เพื่อปรับตัวให้สามารถดำเนินชีวิตได้ในภาวะปกติใหม่ และเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดระลอกใหม่ หลายเมืองทั่วโลกใช้เทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะในการจัดการเรื่องเส้นทางการระบาด social distancing และเก็บข้อมูล mobility pattern เป็นต้น และบางเมืองมีการปรับห้องสมุดเมืองเป็น online library และงานแสดงศิลปะวัฒนธรรมของเมืองผ่านทางออนไลน์ อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาในเรื่องความแตกต่างกันอย่างมากในการเข้าถึงเทคโนโลยี หรือ ‘ความเหลื่อมล้ำทางด้านเทคโนโลยี’ (Digital Divide) โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ที่จะขาดความรู้และ/หรืออุปกรณ์ในการใช้เทคโนโลยีภาครัฐ จึงควรมีมาตรการช่วยเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีสำหรับทุกคน เช่น free internet รวมทั้งมาตรการด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลและข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้พลเมืองสามารถปรับตัว และได้ประโยชน์จากเทคโนโลยียุคดิจิทัลอย่างเต็มที่และเท่าเทียม

          การพัฒนาเมืองในอนาคตจำเป็นต้องที่มีทิศทางที่ชัดเจน สอดคล้องกับความต้องการของพลเมืองผู้อยู่อาศัย ตอบโจทย์ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเริ่มจากการปรับระบบการเมืองสำหรับท้องถิ่น โดยควรจัดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดของแต่ละเมือง ผ่านการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม มีระบบการบริหารจัดการที่มีฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อทำการตรวจสอบการทำงานของ ‘เจ้าเมือง’ และผู้ที่เจ้าเมืองเลือกมาทำงานด้วย การตรวจสอบจะต้องสามารถทำได้อย่างเปิดกว้าง มีต้นทุนต่ำ ซึ่งอาจทำได้ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังเช่นที่เมืองใหญ่ ๆ ในต่างประเทศทำอยู่ รวมทั้งอาจมีการทำ ‘ประชามติ’ ออนไลน์ในเรื่องที่สำคัญ ๆ เป็นระยะ ไม่ใช่เพียงให้มีการเลือกตั้งทุก 4 ปีครั้ง ถึงจะปรับเปลี่ยนนโยบายตามความต้องการของพลเมืองได้ ซึ่งอาจเป็นเวลาที่นานเกินไปภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เช่นในปัจจุบัน

ขอขอบคุณบทความโดย ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง