การฟื้นเมืองเก่ากับตัวชี้วัดในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดย รศ.ดร. ยงธนิศร์ พิมลเสถียร ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการชี้ให้เห็นว่า เมืองเก่าหรือย่านประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกวัฒนธรรมของเมือง มีบทบาท และเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างไร มีตัวชี้วัดอะไรบ้างที่จะต้องคำนึงถึง ปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดที่มีความหลากหลาย และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีอยู่ทั้ง 17 ด้าน ทำให้ลดช่องว่างระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มประเด็นในการนำเสนอกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเมืองเก่าให้กว้างขวาง และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อาจจะได้นำไปพิจารณาในการจัดทำรายงาน หรือประมวลผลสัมฤทธิ์ของงาน และโครงการให้มีความชัดเจน และกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ตัวชี้วัดพื้นฐานของเมืองเก่าในกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

       หลังจากสหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) 17 ด้าน ใน ค.ศ. 2015 มีระยะเวลาในการบรรลุเป้าหมายถึง ค.ศ. 2030 ประเด็นของเมืองเก่าได้ถูกบรรจุอยู่ในเป้าหมายหลักในด้านที่ 11 คือ การทำให้เมืองและถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทานและยั่งยืน (SDG 11 Make cities and human settlements inclusive, safe, resilient and sustainable) ในเป้าหมายที่ 11 นี้มีเป้าประสงค์ (Targets) อยู่ทั้งหมด 10 ข้อ ในส่วนของการอนุรักษ์ได้มีการระบุในเป้าประสงค์ที่ 4 (เรียก SDG 11.4) คือ เสริมสร้างความพยายามในการปกป้อง และคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และทางธรรมชาติของโลก (SDG 11.4 Strengthen efforts to protect and safeguard the world’s cultural and natural heritage) ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดตัวชี้วัด (Indicator) สำหรับเป้าประสงค์ในข้อนี้ 1 ข้อ เรียก SDG 11.4.1 คือ ค่าใช้จ่ายต่อหัวในการสงวนรักษา ปกป้อง และอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติทุกประเภทโดยวัดจากแหล่งที่มา (รัฐ เอกชน) ประเภทของแหล่งมรดก (วัฒนธรรม ธรรมชาติ) และระดับของรัฐบาล (ระดับชาติ ภาค และท้องถิ่น/เทศบาล) 

       ในการนี้ สหประชาชาติได้กำหนดระเบียบวิธีในการคำนวณตัวชี้วัด ในแต่ละเป้าประสงค์ไว้เป็นกรอบเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล โดยเรียกฐานข้อมูลนี้ว่า Metadata ซึ่งกำหนดตั้งแต่นิยามของคำที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น มรดกวัฒนธรรม หมายถึงอะไร และไม่ครอบคลุมอะไรบ้าง แหล่งที่มาของข้อมูลด้านค่าใช้จ่าย และวิธีการคำนวณ ในช่วงแรกการคำนวณตัวชี้วัดในด้านมรดกนี้ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้หลายประเทศยังไม่ได้มีการนำเสนอรายงาน เกี่ยวกับตัวชี้วัดในด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติ แต่ปัจจุบันหลัง ค.ศ. 2020 สหประชาชาติได้มีกรอบวิธีการในการเสนอข้อมูลตัวชี้วัดในด้านนี้แล้ว ทั้งนี้ วิธีการก็อาจจะมีการปรับปรุงแก้ไขได้อยู่ตลอดเวลา หน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องนี้จึงควรติดตามวิธีการ หลักการของการจัดทำตัวชี้วัดให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้นใหม่โดยยูเนสโก

        ตัวชี้วัดพื้นฐานของ SDGs ที่เกี่ยวข้องกับแหล่งมรดกวัฒนธรรม ที่ได้รวมถึงเมืองเก่าและย่านเก่าในเมืองที่กำหนดในข้างต้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้งบประมาณในการอนุรักษ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกำหนดตัวชี้วัดที่ยังไม่ครอบคลุมในอีกหลายด้าน ในด้านการใช้งบประมาณ อาจจะมีความเหมาะสมในกรณีของแหล่งมรดกที่อยู่ในประเภทโบราณสถาน ที่ไม่มีคนอยู่อาศัยและรัฐมักเป็นเจ้าของ แต่ในกรณีของเมืองเก่าหรือย่านเก่าในเมือง เป็นมรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต มีการเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา เจ้าของกรรมสิทธิ์มีหลากหลาย บทบาทของเมืองเก่าในการพัฒนานั้น เป็นมากกว่าโบราณสถาน และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเมืองการปกครอง หน่วยงานสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องในด้านมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติ คือ ยูเนสโก จึงได้นำเสนอกรอบตัวชี้วัดขึ้นมาใหม่ใน ค.ศ. 2019 เรียกตัวชี้วัดวัฒนธรรม 2030 (Culture 2030 Indicators) ซึ่งกำหนดหัวข้อตัวชี้วัด (Thematic Indicators) ไว้ 4 มิติ ได้แก่

        1) มิติด้านสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวอย่างมีภูมิคุ้มกัน (Environment and Resilience Dimension) เกี่ยวข้องกับความคิดพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ การรักษา (รักษ์) โลก เพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไป โดยที่การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติ เป็นกิจกรรมหลักของการรักษ์โลกอยู่แล้ว การปกป้องและอนุรักษ์ จึงเป็นตัวชี้วัดของการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยตรง รวมถึงการบริหารจัดการที่รวมถึงการใช้องค์ความรู้ดั้งเดิมที่มีมาแต่โบราณ และเน้นคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมืองทางด้านกายภาพและที่ว่าง ที่สาธารณะในเมือง ตัวชีวัดภายใต้มิตินี้ได้แก่ ก) ค่าใช้จ่ายด้านมรดก ข) การบริหารจัดการที่ยั่งยืน ค) การปรับตัวภายใต้สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ง) สิ่งอำนวยความสะดวกด้านวัฒนธรรม และ จ) ที่โล่งสำหรับวัฒนธรรม ตัวอย่างในเมืองเก่าที่สามารถทำได้เป็นรูปธรรมคือ การจัดสรรงบประมาณในการอนุรักษ์อาคาร และสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่า การจัดหาที่ว่างสาธารณะ การดำเนินการที่สอดคล้องกับสภาพอากาศ และการรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ 

        2) มิติด้านความมั่งคั่งและมีชีวิตชีวา (Prosperity and Livelihood Dimension) มิตินี้เกี่ยวข้องกับการใช้มรดกวัฒนธรรม รวมถึงเมืองเก่าในการเพิ่มรายได้และการจ้างงาน ซึ่งมีกรอบคือการใช้ประโยชน์จากมรดกวัฒนธรรมให้เกิดผลตอบแทนไปยังกลุ่มต่างๆ ให้ทั่วถึงอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง และให้ผลประโยชน์จากมรดกวัฒนธรรมนี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย ตัวชี้วัดในกลุ่มนี้ได้แก่ ก) สัดส่วนของมรดกวัฒนธรรมในผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ข) การจ้างงานในงานวัฒนธรรม ค) ธุรกิจในงานวัฒนธรรม ง) การใช้จ่ายครัวเรือนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม จ) สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรม ฉ) การใช้เงินของรัฐในกิจการวัฒนธรรม และ ช) ธรรมาภิบาลในงานวัฒนธรรม ตัวอย่างของกิจกรรมในเมืองเก่า เช่น การจัดกิจกรรมวัฒนธรรมในเขตเมืองเก่าที่บริหารโดยชุมชนในพื้นที่ การสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ และองค์ความรู้ท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่นเป็นหลัก

        3) มิติด้านองค์ความรู้และทักษะ (Knowledge and Skills Dimension) หมายถึงการใช้วัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ในการสร้างองค์ความรู้และทักษะ ในระบบการศึกษาและฝึกอบรมทุกระดับ ตัวชี้วัดภายใต้มิตินี้ได้แก่ ก) การศึกษาที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ข) องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม ค) การศึกษาที่ใช้หลายภาษาหรือมีภาษถิ่น ง) การศึกษาในด้านวัฒนธรรมและศิลปกรรม และ จ) การฝึกอบรมด้านวัฒนธรรม ตัวอย่างของเมืองเก่า เช่น การจัดให้มีศูนย์เรียนรู้ การสัมมนา ฝึกอบรม และการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเมืองเก่าในด้านต่างๆ  

        4) มิติด้านความครอบคลุมและการมีส่วนร่วม (Inclusion and Participation Dimension) มิติสุดท้ายในด้านนี้การ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในมรดกวัฒนธรรม มีตัวชี้วัดได้แก่ ก) การใช้มรดกวัฒนธรรมในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ข) การมีเสรีภาพในการแสดงออกทางวัฒนธรรม ค) การเข้าถึงวัฒนธรรมโดยคนทุกกลุ่ม ง) การมีส่วนร่วมในวัฒนธรรม และ จ) กระบวนการในการมีส่วนร่วม ตัวอย่างได้แก่ การประชุมรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำแผนเมืองเก่า โดยคำนึงถึงคนทุกกลุ่มที่มีส่วนได้เสีย การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่มาจากกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่เมืองเก่า 

สรุป

        การกำหนดกรอบตัวชี้วัดทางวัฒนธรรมที่มีทั้ง 4 มิตินี้ จะช่วยทำให้เห็นบทบาทของเมืองเก่า ในการสร้างความสมดุลในการพัฒนาเมืองได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากตัวชี้วัดเดิมนั้นเน้นเพียงด้านงบประมาณเท่านั้น แต่ตัวชี้วัดใหม่นี้มีทั้งมิติทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมือง และ SDG 11 จะได้มีกรอบความคิดที่กว้างขวางขึ้น และทำให้สามารถเสนอกิจกรรมในเมืองเก่าได้กว้างขวาง และเป็นประโยชน์แก่ชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งที่อยู่ในเมืองเก่า และส่วนอื่นๆ ของเมือง

ขอขอบคุณบทความโดย รศ.ดร. ยงธนิศร์ พิมลเสถียร ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า