บทความทางวิชาการ : สถานการณ์ด้านการผังเมืองของประเทศไทย ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

โดย สำนักผังประเทศและผังภาค กรมโยธาธิการและผังเมือง   

ภาพรวมการดำเนินงานวางผังเมือง

กรมโยธาธิการและผังเมืองมีวัตถุประสงค์การวางกรอบนโยบาย และการวางผังเมืองตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ซึ่งมุ่งหมายเพื่อกำหนดรูปแบบการวางและจัดทำผังเมืองทุกระดับ พร้อมทั้งบริหารจัดการผังเมืองให้มีรูปแบบการดำเนินการ และการบริหารจัดการที่เหมาะสม สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ สภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการวางกรอบและนโยบายด้านการพัฒนาพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระดับประเทศ ระดับภาค ระดับจังหวัด ระดับเมือง และระดับชนบท ตลอดจนกระจายอำนาจในการวางและจัดทำผังเมือง ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลง หรือการพัฒนาของพื้นที่ ภายใต้วัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

    • วางและจัดทำผังเมืองในแต่ละระดับให้สอดคล้องกัน
    • วางกรอบและนโยบายการพัฒนาบริเวณที่เกี่ยวข้อง และชนบทอย่างสมดุลและยั่งยืน
    • วางกรอบและนโยบายด้านการพัฒนา และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    • วางกรอบในการอนุรักษ์และรักษาคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม
    • วางแนวทางเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้ในการกำหนดนโยบาย และโครงการพัฒนาภายใต้หน้าที่และอำนาจของตน ให้สอดคล้องกับผังเมืองแต่ละระดับ
    • แก้ไขปัญหาผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่สอดคล้องกัน ให้มีการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นการป้องกัน แก้ไข หรือบรรเทาภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

 

ระบบการผังเมืองของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีกรอบนโยบายการใช้พื้นที่ตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ โดยนำไปสู่การปฏิบัติในรูปแบบผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งเป็นแนวทางและแผนงานการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด เพื่อการพัฒนาด้านกายภาพ การดำรงรักษาเมือง และการบริหารจัดการเมืองให้มีรูปแบบที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมขาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยระบบการวางผังเมืองของประเทศไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม 5 ประเภท คือ

    • ผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ดำเนินการกำหนดกรอบนโยบาย และยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศในด้านการใช้พื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผังนโยบายระดับประเทศ ผังนโยบายระดับภาค และผังนโยบายระดับจังหวัด
    • ผังกำหนดการใช้ประโยชน์พื้นที่ดำเนินการกำหนดกรอบแนวทาง และแผนงานการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด เพื่อการพัฒนาเมืองและการดำรงรักษาเมือง บริเวณที่เกี่ยวข้องและชนบท แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผังเมืองรวม และผังเมืองเฉพาะ

กรอบการวางผังเมืองของประเทศไทย

ปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง และความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดจากกระแสโลก ซึ่งมีผลต่อแนวโน้มการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การวางผังเมืองของประเทศไทยต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง และแนวโน้มการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งสถานการณ์ภายนอก และสถานการณ์ภายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ระดับภูมิภาค กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์และนโยบายรัฐ อันส่งผลต่อการใช้พื้นที่ของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นโอกาสและข้อจำกัดที่จะต้องเตรียมพร้อม และปรับการกำหนดกรอบนโยบายและการวางผังเมืองของประเทศในทุกระดับ ให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

    • สถานการณ์ภายนอกและบริบทการเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศ ที่มีผลต่อการวางผังเมืองของประเทศไทยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก การเติบโตความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การแข่งขันทางเศรษฐกิจทั่วโลก การเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อโควิด-19 ทั่วโลก ทุกสถานการณ์มีความซับซ้อน ยากต่อการคาดการณ์ และส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม ประชากร สิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย การวางผังเมืองของประเทศไทย จึงให้ความสำคัญกับการพิจารณาสถานการณ์ภายนอก เพื่อนำใช้ในการวางกรอบนโยบายการวางผังเมืองทุกระดับ โดยสถานการณ์ภายนอกที่สำคัญ ได้แก่
    • กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals (SDGs) 2030) เป็นกรอบที่ระดับสากลให้ความสำคัญ นำไปสู่ข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาคมโลกมีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน โดยเป้าหมายสำคัญที่เกี่ยวกับการพัฒนาและวางผังเมือง คือ เป้าหมายที่ 9 ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน ส่งเสริมนวัตกรรมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีความต้านทานและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง เป้าหมายที่ 11 กำหนดให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ต้องมีความครอบคลุม ปลอดภัย ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน และเป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู บูรณะ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้กับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดิน และหยุดยั้งการสูญเสีย ความหลากหลายทางชีวภาพ เป้าหมายดังกล่าวจะสอดคล้องต่อวัตถุประสงค์ของการวางผังเมือง รวมถึงภารกิจของกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่มุ่งเน้นให้เกิด “การวางผังเมืองอย่างยั่งยืน” เพื่อการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน มิติด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
    • วาระใหม่แห่งการพัฒนาเมือง (New-Urban Agenda : NUA)เป็นแนวทางและพันธกิจฉบับใหม่ จากการประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ครั้งที่ 3 หรือ Habitat III คณะผู้แทนไทยได้รับรองวาระใหม่นี้ร่วมกับผู้แทนจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองอย่างยั่งยืน ในอีก 20 ปีข้างหน้าร่วมกัน โดยการเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นดำเนินครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐ การส่งเสริมมาตรการเมืองสะอาด เพิ่มความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ของเมือง การให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเคารพสิทธิของกลุ่มผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ และผู้พลัดถิ่น โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์โยกย้าย การพัฒนาการเชื่อมโยงและสนับสนุนนวัตกรรมและการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงกฎหมาย/ระเบียบ การพัฒนาออกแบบและวางผังเมือง ระบบการเงินท้องถิ่นควบคู่ไป เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน NUA ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สร้างผลกระทบต่อทรัพยากร ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และประชากรทั่วโลก นำมาซึ่งการกำหนดความร่วมมือระดับชาติข้อตกลงที่สำคัญ ได้แก่
      • อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC)มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง เพื่อป้องกันการคุกคามที่อันตรายของมนุษย์ต่อระบบภูมิอากาศ (Preventing “dangerous” human interference with the climate system) โดยการควบคุมความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์ ให้อยู่ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศ และให้เวลาแก่ระบบนิเวศทางธรรมชาติได้ปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังต้องสร้างความมั่นคงด้านการผลิตอาหาร และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมนุษยชาติ
      • พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่เชื่อมโยงกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำหนดให้ประเทศภาคีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย โดยมีผลผูกพันตามกฎหมาย
      • การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 25 (COP 25) ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ให้แต่ละประเทศทบทวนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Nationally Determined Contributions หรือ NDCs) ของตนให้มีความท้าทายขึ้น ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยที่เป็นสมาชิก ได้ออกแถลงการณ์ร่วมด้วยกับการประชุม COP 25 โดยตั้งเป้าการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ให้ได้ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 โดยจะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 20 พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน โดยจะลดการใช้พลังงานทั้งหมดลงร้อยละ 30 ภายในปี 2579 เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้ในปี 2555
    • กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกรอบความร่วมมือที่ส่งเสริมให้กลุ่มประเทศในกรอบความร่วมมือได้ประโยชน์ร่วมกัน ควบคู่ไปกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและยอมรับในเวทีสากล โดยกรอบความร่วมมือที่สำคัญต่อประเทศ ได้แก่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community: AEC) กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) ความร่วมมือเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนิเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT) เป็นต้น ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ในการเชื่อมต่อกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ จึงกลายเป็นวาระหลักของการพัฒนาประเทศและถูกผูกโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 เพื่อการพัฒนาด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
    • สถานการณ์ความเป็นเมืองเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน และสภาพแวดล้อม ก่อให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาเมืองที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมร้อยละ 90 ของเมืองในประเทศกำลังพัฒนา กำลังเผชิญกับการเติบโตของความเป็นเมือง (urbanization) จากการหลั่งไหลเข้าสู่เมืองของประชากรและแรงงาน จึงเกิดการขยายพื้นที่เมืองและเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด เกิดการรุกล้ำทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเกิดวิถีชีวิตใหม่ที่ต้องการการบริการด้านต่าง ๆ ที่รวดเร็วและพึ่งพาระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หลายประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญ และมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ก่อให้เกิดแนวคิดการวางผังเมือง และการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อาทิ เมืองอัจฉริยะ (Smart city) เมืองยืดหยุ่น (Resilient city) และการฟื้นตัวเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Recovery)
    • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร สร้างผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ นำมาซึ่งการเตรียมความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่ครอบคลุมจำนวนผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลกในหลายประเทศ และก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ กอปรกับอัตราการเกิดประชากรลดลงทำให้วัยหนุ่มสาวมีแนวโน้มลดลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องทางด้านเศรษฐกิจจากการขาดแคลนแรงงาน และการลดขีดความสามารถของกำลังแรงงาน ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของวัยแรงงาน และการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ ประเทศไทยควรมีการลำดับแนวทางการแก้ไขและปรับเปลี่ยน เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปรับเปลี่ยนนโยบายการให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุม นโยบายส่งเสริมการจ้างงาน และนโยบายด้านอื่น ๆ ให้ครอบคลุมเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงนี้ ให้สังคมและเศรษฐกิจสามารถดำเนินต่อไปได้
    • การแข่งขันทางเศรษฐกิจทั่วโลก และกระแสธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการแข่งขันใหม่ทางธุรกิจในโลกปัจจุบันและอนาคตการขยายความร่วมมือระหว่างเมืองเศรษฐกิจระดับโลก (Expansion of Urban Sovereignty and Connectivity) ส่งผลให้เร่งการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจพิเศษ และเกิดการรวมกลุ่มอำนาจของประเทศและเมืองขนาดใหญ่ ทำให้มีบทบาทในการกำหนดระเบียบเศรษฐกิจการเมืองโลกมากขึ้น ขณะเดียวกันกระแสธุรกิจเพื่อสังคมสิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม (Environment-Social-Governance: ESG investing) รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยยกระดับการทำธุรกิจ และเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้บริโภค ทำให้ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงสภาพสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลง กลายเป็นการแข่งขันใหม่ทางธุรกิจในโลกปัจจุบันและอนาคต
    • การเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และนวัตกรรมในสังคม และภาคธุรกิจทั่วโลกก้าวเข้าสู่ยุคแห่งดิจิทัลและนวัตกรรม การพัฒนาทางเทคโนโลยีทุกคนสามารถเชื่อมต่อกัน และสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลขนาดมหาศาล (Big Data) การสื่อสารอย่างไร้พรมแดนและนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น ระบบปัญญาประดิษฐ์, ระบบ 5G หรือ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) เข้ามามีบทบาทสำคัญกับสังคมโลก และอาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์มากขึ้น ภาครัฐควรสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อผลักดันให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่ไปกับการพิจารณาประเด็นนวัตกรรมสู่ความเป็นศูนย์ (Innovation to Zero) และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ (Innovating for health) เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อรองรับการบริการสุขภาพสอดคล้องกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ
    • การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) หรือ “โรคไวรัสโควิด 19” โรคอุบัติใหม่ซึ่งแพร่ระบาดทั่วโลก ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการแพร่กระจายเชื้อ เกิดขึ้นจากการเดินทางข้ามภูมิภาคของประชากรโลก และความไม่พร้อมในด้านสาธารณสุขและการศึกษา ส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและชีวิตของประชาชนจำนวนมาก จึงเป็นประเด็นท้าทายของประเทศไทยในการวางผังเมืองประเทศไทย ซึ่งต้องชี้นำแนวทางการพัฒนาและออกแบบเมือง เพื่อรับมือกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ (New-Normal)
    • สถานการณ์ภายในและแนวโน้มสำคัญ ที่มีผลต่อการวางผังเมืองของประเทศไทยสถานการณ์ภายในประเทศไทย ทั้งนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานระดับประเทศ ล้วนส่งผลต่อบทบาทความสำคัญและตำแหน่งการพัฒนาเชิงพื้นที่ รวมทั้งแนวโน้มการใช้ประโยชน์พื้นที่ของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ในการกำหนดแนวทางการพัฒนาทางด้านพื้นที่ของประเทศไทยอย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมรองรับและสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ให้มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
    • ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ในการพัฒนาประเทศ มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายอนาคตประเทศไทยใน 20 ปี หรือปี พ.ศ. 2580 คือ การร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้วิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง”
    • แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580) เป็นแผนแม่บทเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 23 แผนแม่บท ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการวางผังเมืองประเทศไทย เช่น การใช้พื้นที่ของประเทศไทย ทั้งพื้นที่สงวนรักษา พื้นที่ป่าไม้ ซึ่งกำหนดให้พื้นที่สีเขียวป่าธรรมชาติ ในปี 2576 – 2580 ต้องมีสัดส่วนร้อยละ 35 ป่าเศรษฐกิจ ร้อยละ 15 พื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชนบท ร้อยละ 5 การอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งต้นน้ำลำธาร ระบบนิเวศที่มีคุณค่าต่าง ๆ พื้นที่เกษตรชั้นดี พื้นที่ศักยภาพที่ส่งเสริมการพัฒนาเมือง ชนบท พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนพื้นที่พัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นโครงสร้างหลักของประเทศ ต้องมีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
    • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12เป็นแผนพัฒนาที่ถูกจัดทำบนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในลักษณะแปลงยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ ซึ่งแผน ฯ ฉบับที่ 12 เป็นหลักการพัฒนาประเทศที่สำคัญในระยะ พ.ศ. 2560 – 2564 โดยยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” โดยมียุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ 7 ขจัดความยากจนและพัฒนาคุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ และยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจที่สอดคล้อง กับการพัฒนาและวางผังเมืองในระดับประเทศ ภาค และเมือง/ชนบท
    • แผนการปฏิรูปประเทศเป็นแผนที่มีการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นขับเคลื่อนการปฏิรูปที่มีผลกระทบสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ “พื้นที่เพื่อการพัฒนา” มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อเป็นธงนำเศรษฐกิจประเทศ การพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนอย่างเท่าเทียม และการส่งเสริมพื้นที่เกษตรกรรม “พื้นที่พัฒนาที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัด มุ่งเน้นให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตในพื้นที่พัฒนา และ “พื้นที่เพื่อการสงวนรักษา” มุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่ทรัพยากรสำคัญ โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ แหล่งน้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
    • การเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society)ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) มาตั้งแต่ปี 2548 คือ ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งสถานการณ์ภาคเหนือของประเทศรุนแรงที่สุด โดยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 และประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) ภายในปี 2577 เมื่อมีสัดส่วนของประชากรสูงวัยสูงถึงร้อยละ 1 ของประชากรทั้งหมด และกำลังแรงงานที่กำลังลดลง  ส่งผลให้สังคม และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ไม่เพียงพอ และไม่รองรับกับสภาพสังคมสูงวัย
    • เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันลดลง งานที่ใช้ทักษะแรงงานต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป ธุรกิจบริการดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้วิถีใหม่ ทำให้ต้องการแรงงานทักษะสูง และผู้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการ หันมาใช้ธุรกิจบริการดิจิทัลมากขึ้น
    • สถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวิภาพที่กำลังลดลงพื้นที่ป่าเหลือเพียงร้อยละ 30 ของประเทศ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำที่มีส่วนช่วยในการดูดซับความชื้น และอุ้มน้ำฝนสำรอง ทำให้ทวีความรุนแรงของภัยแล้งและอุทกภัย การวางผังเมืองของประเทศไทยจึงต้องปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและการเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ
    • การใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่การขยายตัวของชุมชนและสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้รุกล้ำพื้นที่สงวนและอนุรักษ์ พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี พื้นที่ที่มีคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการขยายตัวเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ นำมาซึ่งแนวโน้มในการเกิดผลกระทบในอนาคต
    • สถานการณ์เมืองโตเดี่ยวนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตประชาชน เมืองโตเดี่ยวได้ดึงดูดแรงงานประชากร ทำให้เกิดการเสียสมดุลระหว่างเมืองกับชนบท การขยายตัวของเมืองที่ไม่เหมาะสม และส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ นำมาซึ่งการวางผังเมืองประเทศไทย ให้เกิดการพัฒนาภาคและเมืองที่สมดุล ลดความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาเชิงพื้นที่ กระจายความเจริญ สร้างโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจให้ทั่วถึง
    • สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ในการเข้าถึงบริการของรัฐสืบเนื่องจากความเจริญเติบโตยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่เป็นหลัก ทำให้มีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการของรัฐ ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข สวัสดิการสังคม รวมทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ

 

ทิศทางการวางผังเมืองของไทยเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

       การกำหนดทิศทางการพัฒนาการผังเมืองของประเทศไทยในระยะต่อไป มีความจำเป็นที่จะต้องนำสถานการณ์ภายนอกและภายในประเทศ ที่มีผลต่อการวางผังเมืองในทุกมิติ ทั้งมิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสังคมและวัฒนธรรม และมิติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาประมวลผลและกำหนดกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศ ที่ควรมุ่งไปในอนาคตให้มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงสร้างสรรค์โอกาสจากความท้าทาย ที่สามารถทำให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ในทิศทางที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสามารถสรุปรายละเอียดทิศทางการพัฒนาการผังเมือง เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต ดังนี้

    • การใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างยั่งยืน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ(Sustainable Land use and Natural Resources Conservation) กำหนดการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่สร้างความสมดุลระหว่างการสงวน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กับการพัฒนาเมือง โดยควบคุมและจำกัดการขยายตัวของเมืองทางราบ ไม่ให้เติบโตแบบกระจัดกระจาย เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางผังเมืองร่วมกัน
    • กระจายความเจริญ และสร้างสมดุลในการพัฒนาเมืองและชนบท (Balancing Urban and Rural development) จากผลกระทบจากสถานการณ์โควิค-19 ทำให้ประชาชนย้ายกลับไปอาศัยในต่างจังหวัด และพื้นที่ชนบทมากขึ้น การเร่งการกระจายการพัฒนาพื้นที่ชนบทจึงมีความสำคัญมาก เพื่อเร่งให้เกิดกระจายความเท่าเทียมในการสนับสนุนการสร้างอาชีพ เพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงเทคโนโลยีและระบบอินเตอร์เน็ต พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและการคมนาคมที่ทั่วถึงมากขึ้น จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ และการศึกษาในพื้นที่นอกเขตเมืองและพื้นที่ชนบทได้เป็นอย่างดี
    • สนับสนุนการพัฒนาเมืองในการปรับตัว และรองรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลง และแนวโน้มการพัฒนาประเทศในอนาคตมีรายละเอียดของทิศทางการพัฒนาเมือง ดังนี้
    • พัฒนาเมืองเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ(Low Carbon Cities) ความผิดปกติของสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน ปัญหามลภาวะ และสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยธรรมชาติที่มีมากขึ้น การแพร่ระบาดของเชื้อโรคอย่างรวดเร็วจากสภาพแวดล้อมที่อากาศไม่ถ่ายเท ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาประเทศในยุคหลังโควิด-19 จึงต้องลดปัญหาการเกิดมลภาวะ ด้วยการสนับสนุนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวพื้นที่โล่งให้มากขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่มีบรรยากาศความน่าอยู่ ฟื้นฟูแหล่งน้ำให้สะอาด และเพิ่มทางจักรยาน เป็นต้น
    • พัฒนาเมืองยืดหยุ่น แข็งแรง และฟื้นเร็ว (Urban Resilience) ผลกระทบสืบเนื่องจากเกิดวิกฤตต่าง ๆ ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติและโรคระบาด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นในการบูรณาการมิติต่าง ๆ ของเมือง เช่น สาธารณสุข การสื่อสารและเทคโนโลยี เข้ากับความพยายามในการฟื้นฟูเมืองและธรรมชาติกลับมา จึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวและส่งเสริมความยืดหยุ่นทั้งเมืองและประชาชน ผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในเมืองที่ดี เพื่อให้ผู้คนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระหว่างและหลังภัยพิบัติ รวมถึงภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
    • พัฒนาเมืองอัจฉริยะ และครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่ (Smart and Inclusive Cities)โดยสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลางและเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วน เนื่องจากการแทนที่พื้นที่กิจกรรมหลายประเภท เช่น ธุรกิจ การศึกษา เริ่มแทนที่ด้วยพื้นที่เสมือนจริงและผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น จนกลายเป็นวิถีชีวิตสมัยใหม่ เช่น การค้า การเงิน การให้บริการทางการแพทย์ กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ทำให้ความต้องการใช้พื้นที่จริงลดลง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่ของประเทศ ไม่เพียงแต่พื้นที่ว่างสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นที่จะมีความจำเป็นในอนาคต เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว พื้นที่สวนสาธารณะ เป็นต้น แต่ยังสามารถใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อการพัฒนา และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาเมืองที่ชาญฉลาด และส่งเสริมการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น สาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ครอบคลุมทั่วถึงในทุกพื้นที่ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมต่อการพัฒนาเมืองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ การบูรณาการทิศทางการพัฒนาการผังเมืองในอนาคต นำมาสู่การวางผังเมืองทุกระดับ ที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนา และเป็นกรอบชี้นำการพัฒนาและกำกับการพัฒนาพื้นที่ของประเทศ ในทุกมิติอย่างบูรณาการ เชื่อมโยงโครงการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และถ่ายทอดจากแผนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ รวมถึงสอดคล้องต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว 20 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและข้อจำกัดที่ท้าทาย เพื่อก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน ในการวางผังเมืองและผังนโยบายทุกระดับ มีการพัฒนาที่บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเมือง บนพื้นฐานของความเข้มแข็ง สมดุล และยั่งยืน